ปั่นจักรยานเสือหมอบ สไตล์สายชิลล์

ปั่นจักรยานเสือหมอบ สไตล์สายชิลล์

ปั่นจักรยานเสือหมอบ สไตล์สายชิลล์

ปั่นจักรยานเสือหมอบ สไตล์สายชิลล์

วันนี้เรามีวิธี ปั่นจักรยานเสือหมอบ สไตล์สายชิลล์ เพื่อเอาใจคนรักกิจกรรมลุย ๆ ชื่นชอบออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยาน เสือหมอบ ที่นอกจากสนุกสนาน สร้างความตื่นเต้นกับวิวรอบตัวใหม่ ๆ แล้ว ยังเป็นกิจกรรมที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของร่างกาย แต่ยังมีข้อควรรู้ตามสมควรเพื่อให้มีความปลอดภัยทุกเส้นทาง และได้รับความสนุกไปกับเพื่อน ๆ แบบที่ไม่ต้องกังวล

การปั่นจักรยานเสือหมอบ ( Road Bike) เป็นอีกหนึ่งกีฬาด้านการแข่งขันความเร็ว ที่น่าสนใจ นอกจากเป็นการออกกำลังกายแล้วยังได้เดินทางไปตามเส้นทางที่มีทิวทัศน์ที่ให้ความรู้สึกหลากหลาย เช่น ความสวยงาม น่าตื่นเต้น บรรยากาศดี และได้เปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ เป็นต้น โดยมีจักรยานที่ถูกดีไซน์ออกมาเพื่อการแข่งขันโดยเฉพาะ แต่มีหลากหลายรูปแบบให้ได้เลือก จักรยานจะมีแฮนด์จับในแนวโค้งแบบ drop handlebar จึงเรียกว่าเสือหมอบ ในส่วนประกอบอื่น ๆ ก็จะถูกออกแบบมาเพื่อให้ลดภาระการแบกน้ำหนักของนักปั่น ในปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีก้าวไกล รูปแบบของจักรยานเสือหมอบก็ได้พัฒนาคุณภาพขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน เหมาะแก่การใช้ปั่นในเกมการแข่งขัน น้ำหนักเบา ทุ่นแรง มีความแข็งแกร่งและทนทาน ลดแรงกระแทกแม้ในเส้นทางที่ไม่มีความราบเรียบก็สามารถทรงตัวได้ดี มีระบบความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน จึงมีราคาค่อนข้างสูง แต่ถือว่าคุ้มค่าหลาย ๆ คนที่ได้มีโอกาสสัมผัสจึงตกหลุมรักการปั่นจักรยานเสือหมอบได้อย่างง่ายดาย

ปั่นจักรยานเสือหมอบ สไตล์สายชิลล์

จักรยานเสือหมอบ (Road bike) กับจักรยานเสือภูเขา (Mountain bike) เหมือนกันหรือไม่

จักรยานเสือหมอบ (Road bike) เป็นจักรยานที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับถนนเส้นทางเรียบ เนื่องจากใช้ยางหน้าเล็ก เพื่อลดแรงเสียดทาน ไม่เหมาะกับการแข่งขันในเส้นทางวิบาก เพราะลักษณะของจักรยานและประสิทธิภาพในการใช้งานไม่มีระบบกันการสั่นสะเทือน แต่ในปัจจุบันได้พัฒนารูปแบบให้นักกีฬาได้เลือกสรรเพื่อตอบโจทย์ความต้องการได้มากที่สุด อย่างเช่น Racing bikes มีความเบาลู่ลมถูก เหมาะกับทางราบ และขึ้นเขา, Endurance bikes ซึ่งพัฒนามาจาก Racing bike แต่เพิ่มองศาการปั่น เพื่อให้ปั่นได้สะดวกสบายมากขึ้น มียางที่กว้างและนุ่มมากขึ้น, Cyclocross bikes เป็นเสือหมอบที่ประสิทธิภาพใกล้เคียงกับเสือภูเขา เพราะสามารถปั่นได้ทุกสภาพภูมิประเทศ และ Touring Bikes ที่เน้นการใช้งานเพื่อการบรรทุกสัมภาระเป็นหลัก

จักรยานเสือภูเขา (Mountain bike) เป็นจักรยานที่เหมาะกับการปั่นในเส้นทางวิบาก หรือขึ้นเขาและยังสามารถรองรับแรงกระแทกได้ดี ในแต่ละรูปแบบของเส้นทางที่จะปั่น ก็จะแบ่งประเภทย่อยตามความเหมาะสม อย่างเช่น Cross country สามารถขี่ได้ในเส้นทางที่ไม่ลาดชันและไม่ขรุขระมากนัก, Freeride สามารถทนต่อแรงกระแทกได้มากกว่า หรือเหมาะกับเส้นทางที่วิบากมาก ไม่หวั่นแม้ทางขรุขระ, All Mountain ได้ผสมผสานคุณภาพจาก Cross country และ Freeride อย่างลงตัว เป็นต้น แล้วยังมีอีกหลากหลายรูปแบบให้เลือกสรร เป็นการพัฒนาจากจุดเด่นและจุดด้อยของแต่ละรุ่นนั่นเอง

ปั่นจักรยานเสือหมอบ

วิธี ปั่นจักรยานเสือหมอบ สไตล์สายชิลล์ ให้เทพแบบมืออาชีพ

-เลือกจักรยานแบบ Aero

-ให้ความสำคัญกับลมยาง

-ใช้เบรกอย่างเหมาะสม

-เลือกจับบริเวณแฮนด์ล่าง

-ฟังเพลงระหว่างปั่นจักรยาน

-พาเพื่อนปั่นด้วยกัน

-สังเกตทิศทางลม

-เทคนิคเก็บข้อศอก

-ฝึกปั่นแบบ Interval

-ระมัดระวังการทำ Track Stand

-วิธีตรียมตัวสำหรับนักปั่นจักรยานเสือหมอบมือใหม่

สำหรับใครที่เป็นมือใหม่หัดปั่นจักรยาน เสือหมอบ ลองติดตามวิธีเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับมือใหม่ ที่จะช่วยให้การปั่นจักรยานประเภทนี้ง่ายและปลอดภัยยิ่งขึ้น

– การปั่นจักรยานครั้งแรก ๆ ไม่ควรใช้เวลาเกิน 30 นาที เพราะเสี่ยงอาการปวดเมื่อยหรือบาดเจ็บ เนื่องจากร่างกายต้องการเวลาปรับตัว ที่สำคัญอย่าลืมพักร่างกาย 1-2 วันด้วย

– มือใหม่หัดปั่น ให้ลืมไปก่อนว่าจักรยานมีกี่เกียร์ เพราะควรใช้แค่เกียร์เดียวก่อน โดยควรเลือกปั่นทางตรง ผิวถนนไม่ขรุขระ เพื่อไม่ต้องกังวลกับการใช้เกียร์

– ท่านั่งปั่นจักรยาน เสือหมอบ ที่ถูกต้องคือการนั่งหลังตรงและค่อย ๆ ก้มตัวไปจับที่แฮนด์ ระวังอย่าให้หลังค่อม และอย่าลืมพกขวดน้ำขนาดมินิติดตัวเอาไว้ เพราะอาจเหนื่อยและกระหายน้ำได้ง่ายในช่วงแรกสำหรับใครที่ชื่นชอบการปั่นจักรยานเป็นทุนเดิม และต้องการหันมาปั่นจักรยาน เสือหมอบ อย่าลืมนำเทคนิคดี ๆ เหล่านี้ไปปฏิบัติตาม เพื่อการปั่นจักรยานแบบมืออาชีพและปลอดภัยนั่นเอง

สำหรับท่านใดที่เบื่อการปั่นจักรยานแบบธรรมดาๆ และต้องการเปลี่ยนมาปั่นจักรยานเสือหมอบ สไตล์สายชิลล์ ที่เน้นความเร็ว ความตื่นเต้น และความเร้าใจ ที่จะให้คุณปั่นจักรยานได้แบบเทพ ๆ เหมือนมืออาชีพ อีกทั้งยังทำให้ขับสนุกและปลอดภัยยิ่งขึ้น เพื่อการปั่นจักรยานให้มีประสิทธิภาพและทำความเร็วได้ดีที่สุด รวมถึงเอาใจนักปั่นจักรยานเสือหมอบมือใหม่ ด้วยวิธีเตรียมตัวปั่นจักรยานประเภทนี้ครั้งแรก เพื่อลดความเสี่ยงอาการบาดเจ็บ และสามารถพัฒนาเป็นนักปั่นมือโปรได้ในอนาคต

8 วิธีดูแลผิวกาย ที่ท่านชายควรรู้เป็นอย่างมาก

8 วิธีดูแลผิวกาย ที่ท่านชายควรรู้เป็นอย่างมาก

การดูแลผิวสำหรับผู้ชายนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นที่ต้องทำให้เป็นประจำ เพราะปัญหาผิวกายบ่งบอกอะไรหลายๆ อย่างในตัวคุณ เพื่อให้มีความมั่นใจในร่างกายอย่างภาคภูมิ เราจึงมาแนะนำ 8 วิธีดูแลผิวกาย ที่ท่านชายควรรู้เป็นอย่างมาก มีวิธีใดบ้างไปชมพร้อมๆ กันเลย

8 วิธีดูแลผิวกาย ที่คุณผู้ชายพลาดไม่ได้เด็ดขาด

ซึ่งเทคนิคที่เรานำมาแนะนำในครั้งนี้ล้วนเป็นพื้นฐานเบื้องต้นในการดูแลผิวของท่านชาย เพื่อให้ผิวของคุณไม่แห้งเสียเสื่อมสภาพง่าย ดังนั้น 8 สิ่งที่ควรทำ มีดังนี้

1. อาบน้ำชำระล้างร่างกายให้สะอาดอยู่เสมอ

แน่นอนว่าผู้ชายนั้นมีกิจกรรมมากมาย ไม่ว่ากิจกรรมกีฬาหรืองาน ที่มักใช้แรงงานมากกว่าผู้หญิง ดังนั้นกิจกรรมเหล่านี้จึงทำให้ผิวหนังนั้นมีการคลายน้ำออกมาในรูปแบบของเหงื่อ ซึ่งเหงื่อเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดกลิ่นกาย รวมไปถึงการก่อตัวของเชื้อโรคแบคทีเรียกับผิวหนัง ทำให้รู้สึกระคายเคือง จนอาจก่อให้เกิดโรคผิวหนังตามมา เช่น กากเกลื้อน ผื่นคันต่างๆ ที่ส่งผลเสียต่อผิวหนัง ดังนั้น การชำระล้างร่างกายให้สะอาดอยู่เป็นประจำนั้น เป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำเป็นอย่างยิ่งสำหรับท่านชาย ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำ ล้างหน้า หรือรวมไปถึงการใส่เสื้อผ้าที่สะอาดด้วย

อาบน้ำชำระล้างร่างกายให้สะอาดอยู่เสมอ

2. หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง

เนื่องจากผิวของผู้ชายนั้นมีความแตกต่างจากผู้หญิงเป็นอย่างมาก เราจึงต้องหาผลิตภัณฑ์ที่มาช่วยในการบำรุงผิวเป็นอย่างดี แต่บางครั้งผลิตภัณฑ์นั้นก็อาจจะไม่เหมาะสมกับผิวของเราจริงๆ อาจทำให้ระคายเคืองผิวหนัง หรือหนักถึงขั้นอาการแพ้ ดังนั้น หากมีผลดังกล่าว ให้เลิกใช้ผลิตภัณฑ์นั้นทันที และผิวหน้าก็สำคัญ ไม่ควรเลือกโฟมล้างหน้าที่มีสารที่รุนแรงเกิดความเสียหายกับผิวหนัง เช่น โฟมล้างหน้าที่มีเม็ดบีท ที่มักจะทำให้ผิวหน้าเสียหาย และเกิดสิวได้ง่าย

3. การป้องกันแดด

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความสำคัญในการดูแลผิว คุณอาจจะบอกว่าผู้ชายนั้นดูทะมัดทะแมงไม่จำเป็นต้องกลัวแดด มันก็อาจจะจริง แต่แดดนั้นก็ส่งผลเสียกับผิวของคุณได้อย่างหนัก ซึ่งรังสี UV ที่อยู่ในแดด จะทำการทำลายเซลล์ผิวของคุณจนทำให้ผิวแห้งเสีย ดำ คล้ำ หมอง หรืออาจจะหนักไปถึงการเกิดมะเร็งผิวหนังเลยก็ได้ ดังนั้นควรให้ความสำคัญในส่วนนี้ด้วยการสวมเสื้อผ้าที่สามารถป้องกันแดดได้ทุกส่วน หรือการทาผลิตภัณฑ์กันแดดก็ช่วยได้มากเช่นกัน อย่าอายที่จะป้องกันผิวกายของตัวเอง

การป้องกันแดด

4. การเติมความชื้นให้กับผิว

ไม่ว่าจะเป็นการดื่มน้ำให้มาก หรือการทาโลชั่นบำรุงผิวการก็ดี ย่อมเป็นสิ่งที่ควรทำ เช่น การดื่มน้ำจะช่วยให้ความชื้นในร่างกายกลับมาสมดุล และการทำงานของเซลล์ผิวนั้นดีขึ้น ไม่ทำให้ผิวแห้งแตกหรือลอก นอกจากนี้น้ำยังช่วยขับของเสียออกจากร่างกายได้ดี ดังนั้นแล้วควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้วขึ้นไป พร้อมกับการทาโลชั่นบำรุงผิวหลังอาบน้ำหรือก่อนนอน เพื่อให้เซลล์ผิวได้ฟื้นฟูผิวหนังส่วนที่เสื่อมเสียไปให้กลับมาดีขึ้นอีกครั้ง

5. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ

ในส่วนนี้ก็สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นผลได้เป็นอย่างดี เช่น วันในวันที่คุณนอนเต็มอิ่ม ตื่นเต็มตานั้นผิวพรรณของคุณจะเปล่งปลั่ง แต่วันที่คุณนอนดึก นอนน้อยคุณจะสังเกตได้จากหน้าตาโดยง่าย ว่ามีความโทรม ถุงใต้ตาที่ดำคล้ำ ดังนั้นคุณควรนอนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหลอไป โดยการนอนนั้นควรนอนอย่างต่ำติดต่อกัน 7-8 ชม.ต่อวัน พยายามไม่นอนให้มากหรือน้อยไปกว่านี้ เพราะนอนมากเกินไปก็เกิดผลเสียได้เช่นกัน

นอนพักผ่อนให้เพียงพอ

6. ออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ

การออกกำลังกายก็มีส่วนช่วยที่จะทำให้ผิวกายของท่านชายดีขึ้นได้ เพราะในการออกกำลังกายจะทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดนั้นดีขึ้น ช่วยทำให้เซลล์ผิวหนังในร่างกายนั้นมีการทำงานที่ดีขึ้น นอกเหนือจากนั้นก็จะมีการขับของเสียออกจากจากใตบริเวณผิวหนัง ที่ออกมาในรูปแบบของเหงื่อนั่นเอง ทำให้สุขภาพของผิวหนังของท่านชายนั้นดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

7. กินอาหารที่เป็นประโยชน์

อาหารก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้การบำรุงผิวหนังให้ดีขึ้น ซึ่งการที่เราได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายนอกจากจะดีต่อร่างกายแล้วก็ยังดีต่อผิว เช่น วิตามินซี ที่มีส่วนช่วยในการทำให้เซลล์ผิวหนังทำงานได้ดี และมีผิวพรรณที่ผ่องใสขึ้นได้ภายในพริบตา ดังนั้นแล้วท่านชายก็ควรกินอาหารเสริมที่มีประโยชน์ให้เป็นอย่างมาก

8. ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว

การทาครีมหรือโลชั่นไม่ได้บ่งบอกว่าคุณเป็นผู้ชายเจ้าสำอาง แต่มันเป็นการดูแลร่างกายเบื้องต้นที่ควรทำ เพราะผิวหนังเป็นสิ่งห่อหุ้มร่างกายของเราเป็นอย่างแรก ราวกับเกราะที่จะรับทุกอย่างที่พยายามเข้ามาในร่างกายของเรา ดังนั้นการเสริมเกราะให้กับร่างกายของเรานั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หมั่นทาครีมและโลชั่นบำรุงผิว เพื่อให้ผิวกายของคุณดูดี มีเสน่ห์และแข็งแรง

ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 8 วิธีดูแลผิวกาย ที่ท่านชายควรรู้เป็นอย่างมาก นี้ เราก็หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ท่านชายหลายๆ คนที่ได้เข้ามาศึกษา ได้มีแนวทางในการดูแลรักษาผิวให้มีสุขภาพที่ดีมากยิ่งขึ้นได้เป็นอย่างดี ดูแลคุณผู้ชายไปแล้ว สำหรับผู้หญิงที่อยากมีหุ่นสวยด้วยตัวเอง อ่านบทความต่อไปนี้ได้เลย 6 เคล็ด (ไม่) ลับ สร้างหุ่นสวยด้วยตัวเอง

ทิ้งท้าย

สมุนไพรไทย ถือเป็นยาทางเลือก ที่หลายคนใช้ควบคู่กับการรักษาแผนปัจจุบัน แต่รู้ไหมว่าสมุนไพรไทยก็สามารถช่วยต้านโควิดได้ ในปัจจุบัน คนเริ่มหันมาให้ความสนใจกับสมุนไพรไทยกันมากขึ้น ด้วยสรรพคุณที่โดดเด่น ประกอบราคาไม่แพง และยิ่งช่วงที่มีการระบาดของเชื้อโรคโควิด 19 ทำให้หลายคนหันมาหาวิธีป้องกันตัวเอง ด้วยการการเล่นกีฬาออกกำลังกาย และเลือกใช้สมุนไพรไทยนั่นเอง การเล่นกีฬาออกกำลังกาย ซึ่งสมุนไพรที่สามารถช่วยป้องกันโควิด มีในบทความนี้ แนะนำสมุนไพรพื้นบ้าน ช่วยต้านโควิด 19

สีผมเสริมดวง เรียกโชค เพิ่มทรัพย์ ตาม 12 ราศีปีเกิด

สีผมเสริมดวง เรียกโชค เพิ่มทรัพย์ ตาม 12 ราศีปีเกิด

สีผมเป็นสิ่งที่คนมักให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ ในการสังเกตคน ยิ่งถ้าหากมีสีผมที่ดึงดูดสายตาก็ยิ่งจะทำให้เป็นที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น และในวันนี้เองเราก็จะมาแนะนำสีผมเสริมดวง เรียกโชค เพิ่มทรัพย์ ตาม 12 ราศีปีเกิด ราศีไหนเหมาะกับสีใด ไปชมกัน

สีผมเสริมดวง เรียกโชค เพิ่มทรัพย์ ตาม 12 ราศีปีเกิด

นอกจากใบหน้าที่ช่วยเพิ่มความน่าสนอกสนใจแล้ว สีผมก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่เราไม่ควรมองข้ามสิ่งที่ช่วยดึงดูดความสนใจ เพราะมันเป็นสิ่งแรกๆ ที่คนจะสังเกตเห็นเรา ยิ่งถ้ามีสีผมที่โดดเด่นกว่าใครก็ยิ่งจะทำให้เราเป็นที่น่าสนใจมากกว่าคนอื่นๆ ดังนั้น ก่อนที่จะมีสีผมสวยๆ แล้วก็เอาที่มันดีที่สุด ยิ่งถ้าช่วยเสริมดวงประจำราศีด้วยล่ะ จะดีไปอีกไหม ซึ่ง สีผม 12 ราศีที่เรามาแนะนำนี้ มีดังนี้

1. ราศีมังกร

ซึ่งคนที่เกิดในราศีมังกรเป็นคนที่มีลักษณะเด่นคือ มีความมั่นใจในตัวเองสูง มีความกล้า ทะเยอทะยานกว่าใครๆ มีความแน่วแน่ หรือเป็นผู้ที่มีภาวะผู้นำสูง และสีผมที่เหมาะกับราศีมังกรนั่นก็คือ “สีโทนน้ำตาล” โดยจะเน้นหนักแบบสีโทนน้ำตาลธรรมชาติ เข้มหรืออ่อนตาใจ แต่ผมสีน้ำตาลนั้นจะช่วยให้ดูสุขุม ดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น เมื่อเสริมเข้ากับบุคลิกภาพของคนราศีมังกรแล้ว ยิ่งจะช่วยให้ชีวิตดีขึ้นได้

ผมสีโทนน้ำตาล

2. ราศีกุมภ์

คนเกิดราศีกุมภ์จะมีลักษณะนิสัยเป็นนักคิด เก่งด้านการคิด วิจัย และพัฒนา รวมไปถึงเรื่องของการปฏิวัติปฏิรูป มีความมุ่งมั่นสูง ดังนั้นสีผมที่เหมาะสมกับคนราศีกุมภ์ก็คือ “โทนสีดำหม่น หรือเทาหม่น” ซึ่งจะช่วยในเรื่องการเสริมให้ดูมีความหนักแน่น มั่นคง น่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ทำให้จะมีเรื่องราวดีๆ เข้ามาในชีวิตได้

3. ราศีมีน

สำหรับคนราศีมีนเป็นคนที่มีความลึกลับ น่าค้นหา มีปัญญาด้านงานจินตนาการ หรืองานศิลปะต่างๆ เป็นคนช่างคิดช่างฝัน คนราศีมีนจะเหมาะกับผม “โทนสีบลอนด์ทอง” ทำให้เพิ่มความน่าค้นหามากยิ่งขึ้น เพิ่มเสน่ห์ให้กับตัวเองได้เป็นอย่างดี นำมาซึ่งโชคลาภและคนดีๆ ที่เข้ามาในชีวิต

ผมโทนสีบลอนด์ทอง)

4. ราศีเมษ

คนที่เกิดในราศีเมษนั้นว่ากันว่าเป็นคนที่ชอบในความท้าทาย มีความมั่นใจสูง ชื่นชอบความหรูหรา กล้าแสดงออก ซึ่งเหล่าคนราศีเมษก็เหมาะกับผม “สีโทนน้ำตาลแดง”  เพราะมันจะช่วยส่งเสริมความกล้าในตัว บ่งบอกถึงความมั่นใจในตัวที่สูงลิ่ว เสริมดวงเรื่องโชคลาภเงินตรา

5. ราศีพฤษภ

โดยคนที่เกิดราศีนี้จะเป็นคนที่อ่อนโยนอ่อนหวาน นุ่มนวล อารมณ์เย็นเป็นพิเศษ มีความเมตตาสูง พร้อมทั้งมีความอดทนสูงด้วย คนราศีพฤษภเหมาะกับผม “โทนสีน้ำตาลอ่อน” เพราะจะช่วยส่งเสริมความอ่อนโยนละมุนละไมให้กับชีวิต เพิ่มเสน่ห์วาจาการพูดให้มีความราบรื่น เสริมดวงความรักความมั่นคงของชีวิต

6. ราศีเมถุน

มีลักษณะนิสัยร่าเริง ทะมัดทะแมง รักในความเป็นอิสระ ชอบค้าหาสิ่งแปลกใหม่ เพราะเป็นคนที่เบื่อหน่ายอะไรง่ายๆ สำหรับสำผมก็เหมาะกับ “สีโทนบลอนด์เทา” เสริมดวงในเรื่องเรียกโชคลาภเงินตรา เพิ่มเสน่ห์ให้กับตัวตน มีความมั่นคงมั่งคั่ง

7. ราศีกรกฎ

คนราศีกรกฎว่ากันว่าเป็นคนอบอุ่น อ่อนไหว มีความซื่อสัตว์มั่นคง ซื่อตรงมั่นใจ เป็นคนที่พึ่งพาได้เสมอ แต่ก็มีความอ่อนไหวในใจมากเช่นกัน ราศีกรกฎจะเหมาะกับสีผม “โทนน้ำตาลเข้ม หรือน้ำตาลประกายทอง” ช่วยเสริมดวงเรื่องชีวิตคู่ ความรัก และความน่าเชื่อถือ นอกจากนั้นยังเพิ่มเสน่ห์และเรียกทรัพย์เข้ากระเป๋าได้ดีอีกด้วย

8. ราศีสิงห์

ผู้ใดที่เกิดราศีสิงห์นั้นเป็นผู้ที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง พร้อมมากับภาวะผู้นำที่ดี ทำงานขยันขันแข็งไม่กินแรงผู้อื่น และสีผมที่เหมาะกับราศีสิงห์ก็คือ “โทนสีน้ำตาลประกายทอง” กับความเชื่อว่าจะช่วยเรื่องโชคลาภเงินตรา ปรารถณนาสมหวัง พูดจาคนเชื่อฟัง ชีวิตไม่พังมีแต่ราบรื่น

ผมโทนสีน้ำตาลประกายทอง

9. ราศีกันย์

สำหรับชาวราศีกันย์จะเป็นคนเจ้าระเบียบเรียบร้อย ไม่ชอบสิ่งขัดหูขวางตา ค่อนข้างเจ้าอารมณ์นิดหน่อย ไม่ชอบอะไรที่จุกจิกกวนใจ ซึ่งคนราศีกันย์มีสีผมที่เหมาะก็คือ “โทนสีน้ำตาลแดงอ่อน” ช่วยให้อุปสรรคต่างๆ ผ่านไปอย่างราบรื่น ช่วยให้ปัญหาที่พบเจอในชีวิตหมดไป เสริมดวงชะตาให้ดีขึ้น

10. ราศีตุลย์

เป็นคนที่มีความทุ่มเทในทุกๆ เรื่อง มีความเป็นส่วนตัวสูง มีน้ำใจไมตรีแน่นหนา และสำหรับคนราศีพิจิกมีสีผมที่เหมาะสมคือ “โทนสีแดงเข้ม” เพิ่มความมั่นคงในชีวิต การงาน การเงิน หนุนดวงความรักให้ปัง นอกเหนือจากนั้นก็ช่วยเรื่องการปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกจากชีวิต

12. ราศีธนู

สำหรับคนที่เกิดในราศีธนูนี้เป็นคนที่มีลักษณะนิสัยใจคอชอบมองโลกในแง่ดีเสมอ มีความกล้าที่จะตัดสินใจ มีความเมตตากรุณา สีผมที่เหมาะกับคนราศีธนูก็คือ “โทนสีน้ำตาลแดงเข้ม” เพิ่มความมั่นคงในชีวิต เสริมความกล้า ชีวิตราบรื่นเป็นไปดั่งหวัง

ผมโทนสีน้ำตาลแดงเข้ม

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ สีผมเสริมดวง เรียกโชค เพิ่มทรัพย์ ตาม 12 ราศีปีเกิด หากใครที่กำลังมองหาวิธีเสริมดวงชะตาให้กับชีวิตอยู่ แนะนำให้ทำสีผมที่เหมาะกับราศีเกิดตามที่เราได้แนะนำไปนี้ รับรองได้ว่าชีวิตของคุณจะดีขึ้นในเร็ววันเร็วคืน สาว ๆ ที่อยากมีหุ่นสวย ห้ามพลาด กับบทความต่อไปนี้ 6 เคล็ดลับหุ่นสวยด้วยตัวเอง หุ่นสวยง่าย ๆ ด้วยตัวคุณเอง

ทิ้งท้าย

ออสเตรียเป็นประเทศที่มีพื้นที่ประเทศใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ของโลก ซึ่งเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อหลายแห่ง แต่ในวันนี้เราจะมาแนะนำ สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติของออสเตรียที่ต้องไปสักครั้งในชีวิต กับ 5 ที่เที่ยวสัมผัสธรรมชาติแบบเอื้อมมือถึง ในออสเตรีย

หูฟังอาจทำลายสุขภาพได้ หากใช้ผิดวิธี

หูฟังอาจทำลายสุขภาพได้ หากใช้ผิดวิธี

เดี๋ยวนี้ปฏิเสธไม่ได้เลย ว่าหูฟังถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ยิ่งมีการทำในรูปแบบไร้สายออกมา ยิ่งสร้างความสะดวกสบายและค่านิยมให้กับผู้คนมากขึ้น แต่คุณรู้หรือไม่? ว่าหูฟังนั้นอาจจะทำลายสุขภาพของคุณได้ หากคุณใช้ไม่ถูกวิธี ซึ่งวันนี้เราได้นำเอาแนวทางการใช้หูฟังแบบผิด ๆ มาให้คุณได้ทำความรู้จัก ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น ตามไปดูพร้อมกันได้เลยค่ะ

5 พฤติกรรมใช้หูฟัง ที่ทำลายสุขภาพคุณได้

เนื้อหา-1

1. ใส่หูฟังขณะชาร์จแบตโทรศัพท์

พฤติกรรมแรกที่ควรหลีกเลี่ยงให้ห่าง และเลิกทำโดยเด็ดขาด คือใส่หูฟังขณะชาร์จแบตโทรศัพท์ คุณรู้หรือไม่ว่าการทำแบบนั้นอาจตายโดยไม่รู้ตัว หากเกิดปัญหาไฟฟ้าลัดวงจร ไฟช็อต ไฟรั่วขึ้นมา ปกติแล้วไฟบ้านจะมีความดันไฟฟ้าอยู่ที่ 220 โวลต์ แต่เมื่อเสียบชาร์จจะผ่านตัวแปลงไฟฟ้าให้ได้ไฟอยู่ที่ประมาณ 5 โวลต์ ซึ่งแรงดันนั้นไม่แรงพอที่จะดูดคนจนเสียชีวิต แต่การใส่หูฟังขณะชาร์จแบตก็ไม่ควรทำ เพราะหากมีอุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่งชำรุด ไม่ได้มาตรฐาน หรือทำงานขัดข้อง ปล่อยความดันไฟฟ้าออกมาเต็มพิกัด 220 โวลต์ ก็มีความเป็นได้สูงที่สายหูฟังจะเป็นตัวนำส่งสัญญาณไฟฟ้ารั่วเข้าสู่ตัว อันนี้แหละตายแน่นอนค่ะ

2. ใส่หูฟังตอนนอน

อีกพฤติกรรมที่พบบ่อยมาก ๆ คือใส่หูฟังตอนนอน เราเชื่อว่ามีหลายคนติดนิสัยต้องฟังเพลงตอนนอน ถ้าไม่ฟังแล้วจะนอนไม่หลับ ซึ่งความจริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรหรอกค่ะ แต่มันอันตรายกว่าที่คิด เนื่องจากในขณะที่เรานอนหลับ เราจะเปลี่ยนท่าการนอนโดยไม่รู้ตัว แล้วการนอนตะแคงขณะใส่หูฟัง หูจะกดทับกับปลั๊กหูฟังที่มีลักษณะแข็ง โดยเฉพาะหูฟังแบบ in-ear ที่ถ้านอนตะแคง ซิลิโคนจะอัดเข้าไปด้านในหูแน่นกว่าเดิม ซึ่งนั้นเป็นสาเหตุของการปวดหู หูชั้นนอกอักเสบ จนลามมาถึงบริเวณขากรรไกร ทำให้อ้าปากลำบาก เคี้ยวข้าวยาก อาจกลายเป็นหูน้ำหนวก หรือมีหนองในหู สูญเสียการได้ยินชั่วคราว หรือหูหนวกไปเลยก็ได้ ดังนั้น ถ้าไม่จำเป็นห้ามใส่หูฟังนอนเด็ดขาดนะคะ

เนื้อหา-2

3. ฟังเพลงเสียงดังเกินไป

ต่อมาเป็นพฤติกรรมการฟังเพลงเสียงดังเกินไป อันนี้ก็อันตรายกับสุขภพาไม่ต่างจากข้ออื่น ๆ เลยค่ะ เพราะบางคนก็ติดนิสัยเปิดเพลงฟังดังๆ เพราะอยากจะอยู่ในโลกส่วนตัว ซึ่งเป็นการตัดเสียงที่ไม่พึงปรารถนารอบข้าง ชื่นชอบการฟังเพลงมาก หรือจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ รวมถึงติดการใช้หูฟังที่เสียงเบสหนัก ๆ ด้วย การเปิดเพลงดัง ๆ มีผลเสียต่อหูแน่นอน หูตึงก่อนวัยอันควร ประสาทหูเสื่อม เสี่ยงทำให้สูญเสียการได้ยินถาวร ปกติแล้วระดับเสียงที่เหมาะสมกับการได้ยินของคนจะอยู่ที่ ผู้ใหญ่ สามารถฟังระดับเสียงไม่เกิน 80 เดซิเบล ได้ประมาณ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เด็ก สามารถฟังระดับเสียงไม่เกิน 75 เดซิเบล ได้ประมาณ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หากใช้เสียงดังกว่านั้น ไม่ควรเกิน 100 เดซิเบล และไม่ใส่ต่อเนื่องกันนานกว่า 15 นาที ซึ่งคุณอาจจะไม่รู้ว่ามีคนกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลก ที่เสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยิน ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้หูได้รับอันตรายก็คือ ความดังของเสียง ระยะเวลาในการใช้หูฟัง และความถี่ในการฟังนั่นเอง

4. ไม่เคยทำความสะอาดหูฟังเลย

การที่ไม่เคยทำความสะอาดหูฟังเลย ก็ส่งผลต่อสุขภาพของผู้ใช้เช่นกัน เนื่องจากหูฟังกลายเป็นอวัยวะที่ 33 ของใครหลาย ๆ คนไปแล้ว ก่อนจะออกจากบ้านที จะลืมอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ลืมหูฟัง ทำให้หูฟังเป็นสิ่งที่อยู่ติดกับหูตลอดเวลา หากไม่ทำความสะอาดก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ ดังนั้น ควรทำความสะอาดหูฟังบ้าง เพื่อสุขอนามัยของตัวเอง และถนอมอายุการใช้งานของหูฟังด้วย แล้วจะรู้ว่าหูฟังที่คุณใช้ทุกวันสกปรกขนาดไหน ซึ่งอุปกรณ์ทำความสะอาดก็หาไม่ยาก หากมีทุนสูง อาจเลือกซื้ออุปกรณ์ทำความสะอาดเฉพาะ แต่ถ้าถ้าทุนต่ำก็เลือกเป็นอุปกรณ์ในบ้าน เช่น สำลีก้านปลายแหลมชุบแอลกอฮอล์หรือน้ำสบู่อ่อน ๆ เช็ดทำความสะอาดส่วนปลั๊กที่ใช้อุดหู แล้วใช้กระดาษชำระแบบเปียกหรือสำลีแผ่นชุบแอลกอฮอล์หรือน้ำสบู่เช็ดสาย เท่านี้ก็เป็นอันทำความสะอาดได้แล้วค่ะ

เนื้อหา-3

5. ใส่หูฟังโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้างเลย

พฤติกรรมสุดท้ายที่ทำแล้วไม่เป็นผลดีกับสุขภาพแน่ ๆ คือใส่หูฟังโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้างเลย การทำเช่นนั้นอาจอันตรายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน เพราะบางคนตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิงเมื่อใส่หูฟัง ไม่ได้ยินเสียงแตรรถที่บีบขอทาง เสียงหมาวิ่งไล่ หมาเห่าก็ไม่ได้ยิน ไม่สังเกตสิ่งรอบข้าง นั่งรถเมล์เลยป้าย เดินตกท่อ เดินชนคนอื่น คนแปลกหน้าเดินตามก็ไม่รู้เรื่อง และอีกสารพัด ดังนั้น หากอยู่ในที่สาธารณะ ทุกคนควรโฟกัสที่การเดินทาง ห้ามสนใจหรือใส่ใจเฉพาะหูฟังเด็ดขาดนะคะ

และนี่คือ 5 พฤติกรรมใช้หูฟัง ที่ทำลายสุขภาพคุณได้ เห็นไหมล่ะคะ ว่าหูฟังนั้นสามารถทำลายสุขภาพของเราได้มากกว่าที่คิด ฉะนั้น ทุกคนต้องหันมาใส่ใจเรื่องนี้กันให้มากขึ้นนะคะ หากไม่อยากเป็น 1 ใน ล้าน ของคนที่สูญเสียการได้ยินจากปัญหาหูฟัง สายช็อปห้ามพลาด! กับบทความนี้ แอพพลิเคชั่นช็อปปิ้ง ที่สายช็อปห้ามพลาด

และสำหรับสายเกษตรที่รักในการปลูกผัก เราก็มีบทความดี ๆ มาแนะนำ อย่าง 10 ผักปลูกหน้าฝน มีกินตลอดฤดู

6 เคล็ด (ไม่) ลับ สร้างหุ่นสวยด้วยตัวเอง

6 เคล็ด (ไม่) ลับ สร้างหุ่นสวยด้วยตัวเอง

คำนิยามของการมีสุขภาพดีของเพื่อน ๆ แต่ละคนคืออะไรคะ? แน่นอนว่าแต่ละคนย่อมมีคำนิยามในส่วนนี้ต่างกันออกไป บางคนอาจจะบอกว่าการมีสุขภาพดี คือการใช้ชีวิตได้อย่างปกติ แต่บางคนอาจจะบอกว่าการมีสุขภาพดี คือการมีหุ่นที่ดี ซึ่งส่วนนี้มันอยู่ที่มุมมองของการคิด แต่หากเพื่อน ๆ อยากมีสุขภาพที่ดี ไปพร้อม ๆ กับการมีหุ่นสวย ๆ วันนี้เรามี 6 เคล็ด (ไม่) ลับ สร้างหุ่นสวยด้วยตัวเอง มาแนะนำ ส่วนแต่ละเคล็ดลับจะต้องปฏิบัติอย่างไรบ้าง ตามไปรู้จักพร้อมกัน ๆ ได้เลยค่ะ

6 เคล็ดลับหุ่นสวยด้วยตัวเอง

แทรกข้อ-1

1. น้ำ + ไฟเบอร์ คืออาหารที่ควรเลือกกินเป็นหลัก

สำหรับเคล็ดลับหุ่นสวยแบบแรก ขอแนะนำให้คำนึงถึงเรื่องของอาหารเลยค่ะ สาว ๆ รู้หรือไม่ว่ากฎเหล็กข้อแรกของสาว ๆ ที่อยากมีหุ่นสวย เละรูปร่างดี ไม่ใช่การกินน้อยแต่อย่างใด ตรงกันข้ามสาว ๆ ต้องกินเยอะเข้าไว้ หรือจะพูดง่าย ๆ ก็คือกินให้อิ่ม แต่ไม่ใช่เลือกทานอาหารอะไรก็ได้ตามใจปาก ให้ท่านพวกอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำ และไฟเบอร์เป็นหลัก อย่างเช่น ผัก ผลไม้ ซุปใส และอาหารประเภทตุ๋น ร่วมกับเมนูที่ทำจากโฮลเกรน ที่มีเส้นใยสูง แนะนำให้ท่านก่อนมื้ออาหารหลัก เพราะส่วนประกอบของน้ำและไฟเบอร์ จะช่วยให้ท่านอิ่มท้อง แล้วทานอาหารมื้อหลักได้น้อยกว่าปกตินั่นเองค่ะ

2. พยายามลดความอยาก หรือลดปริมาณการรับประทานอาหารลง

สาว ๆ ทราบไหมคะ ว่ามีผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการหลายท่าน บอกเอาไว้ว่ายิ่งมีอาหารบนโต๊ะให้เลือกกินมากเท่าไหร่ คนเราก็ยิ่งกินเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ต่อให้รู้สึกอิ่มมากแค่ไหน ก็จะมีพื้นที่เล็ก ๆ สำหรับทานอาหารตรงหน้าเสมอ ฉะนั้น เคล็ดลับการลดหุ่นที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดหนึ่งข้อ จึงเกี่ยวกับประเภทของอาหาร และความหลากหลายอของอาหารด้วย หากท่านสามารถลดหรือปรับเปลี่ยนเมนูอาหาร ที่ตั้งบนโต๊ะในแต่ละวัน ให้มันน้อยลงได้ ก็จะเป็นการดีต่อสุขภาพและหุ่นของท่าน ซึ่งเมนูที่จัดว่าดี ต้องยกให้พวกผัก และผลไม้รูปแบบต่าง ๆ เลยค่ะ  

แทรกข้อ-3

3. พยายามเปลี่ยนท่านั่งทำงาน

เชื่อว่ามีสาว ๆ ไม่น้อย ที่ใช้ชีวิตอยู่บนโต๊ะทำงานเป็นเวลานาน ซึ่งสาว ๆ หลายคนอาจจะไม่ทราบ ว่าการนั่งนาน  มีผลต่อสถาพของหุ่น ไม่ต่างจากกรทานอาหารผิดประเภทเลย ที่ผ่านมามีงานวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันว่า  กิจวัตรประจำวันระหว่างคนเจ้าเนื้อกับคนผอม เปรียบเทียบกันแล้ว คนเจ้าเนื้อจะใช้เวลานั่งบนเก้าอี้เป็นเวลานาน ซึ่งระยะเวลานั้นจะเกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน ในขณะที่คนผอมจะชอบยืน เดิน ทำโน่นทำนี่นั่นที่คล่องตัวตลอดเวลา หากท่านมีพฤติกรรมชอบนั่งเป็นเวลานาน หรือแม้แต่ต้องใช้ชีวิตประจำวันในการเรียน หรือทำงานการนั่ง ต้องรีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด่วน ๆ อย่างน้อยให้ลุกขึ้นเดิน หรือลองเดินจากเดิมให้เยอะขึ้นก็ยังดี แค่นี้ก็เท่ากับได้ออกกำลังกายเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้มากกว่าปกติแล้ว

4. เอาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อม Healthy

ข้อนี้เราอิงข้อมูลมาจากงานวิจัยหลายชิ้นในสหรัฐอเมริกา ที่บอกเอาไว้ว่ารัฐโคโลราโดมีประชากร ซึ่งมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติมากที่สุดในประเทศ ว่ากันว่ารัฐนี้ เป็นรัฐในฝันที่บรรดาคนรักธรรมชาติ และชื่นชอบกีฬา outdoor เมื่อถึงวันหยุดยาว คนเหล่านี้จะมานัดเจอกันเพื่อทำกิจกรรมหลากหลาย ทั้งปีนเขา เล่นสกี และอื่น ๆ ซึ่งกิจกรรมแต่ละอย่างที่คนในรัฐนี้ทำ ล้วนมีผลกับสุขภาพและหุ่นทั้งนั้น หากท่านเอาอย่างชาวรัฐโคโลราโด พยายามพาตัวเองไปอยู่ในสถานที่ที่มีแต่คนรักสุขภาพ สุดท้ายท่านจะปรับตัวและเป็นไปตามการใช้ชีวิตในสังคมนั้น ๆ ทันที หรืออย่างง่ายที่สุด ก็เอาตัวเองออกจากกลุ่มคนที่ชอบทานอาหารจุกจิก อาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพก็ได้

5. กินบ่อยได้ แต่ให้กินน้อย ๆ

เคล็ดลับการสร้างหุ่นสวยแบบต่อมา ขอแนะนำว่าสาว ๆ ต้องลดปริมาณการกินลง ให้กินน้อย ๆ ซึ่งหลายคนมักคิดว่าการกินเพื่อหุ่นสวยที่ดีที่สุด ถูกต้องที่สุด ต้องเป็นการมื้อใหญ่มื้อเดียวแบบจัดหนัก แล้วจากนั้นไม่ต้องกินอะไรอีก แต่ความจริงไม่ใช่เลย งานวิจัยของ The National Weight Control Registry (NWCR) แนะนำให้สาว ๆ หรือกลุ่มคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ทานบ่อย ๆ ได้ แต่ต้องทานในปริมาณที่น้อย ไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภทใดก็ตาม กลุ่มคนที่ลดน้ำหนักและได้ผลมากที่สุด คือกลุ่มคนที่ทานอาหาร 5 มื้อ แต่ทานในปริมาณที่น้อยกว่าปกติ การใช้กลยุทธ์นี้จะช่วยคลายหิวให้ผู้ลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี

แทรกข้อ-6

6. ออกกำลังกายอย่างน้อย 2 ครั้ง ต่อสัปดาห์

สุดท้ายเป็นเรื่องของการออกกำลังกายค่ะ โดยการออกกำลังกายถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เด็ดขาดในการลดหุ่น เพราะถึงแม้จะงดอาหารมากแค่ไหน หรือพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มีผลกับหุ่นเพียงใด ท่านก็ไม่สามารถมีหุ่นที่ผอมเพรียว 100% ได้ หากปราศจากการออกกำลังกาย ซึ่งการออกกำลังกาย สามารถทำได้หลายอย่าง บางทีแค่ท่านเดินเร็วสลับช้า วันละ 30 – 45 นาที ก็เป็นการออกกำลังกาย ที่ช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินต่าง ๆ ได้แล้ว ส่วนการออกกำลังกายที่ได้ผลดีที่สุด คือออกอย่างน้อย 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์ หากใครยังไม่เริ่มออกกำลังกายเพื่อหุ่นสวย ให้รีบเริ่มกันตั้งแต่ตอนนี้เลยนะคะ แนะนำ 7 กีฬาสำหรับออกกำลังกาย ที่เล่นง่ายแถมเผาผลาญได้เยอะ

และทั้งหมดนี้ก็คือ 6 เคล็ด (ไม่) ลับ สร้างหุ่นสวยด้วยตัวเอง ที่เราอยากจะนำเสนอให้สาว ๆ ทุกคน ลองใช้เป็นตัวเลือกในการลดหุ่น แบบที่ถูกหลักสุขลักษณะ โดยไม่ต้องพึ่งยาหรือพึ่งนวัตกรรมรูปแบบใด ๆ เอาเป็นว่าหากสาว ๆ ทำแล้วได้ผล ก็อย่าลืมบอกต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยนะคะ 6 เคล็ด (ไม่) ลับ สร้างหุ่นสวยด้วยตัวเอง

"เล็บขบ" ปัญหาสุขภาพ ที่รักษาหายได้ด้วยตัวเอง

“เล็บขบ” ปัญหาสุขภาพ ที่รักษาหายได้ด้วยตัวเอง

“เล็บขบ” ปัญหาสุขภาพ ที่รักษาหายได้ด้วยตัวเอง ใครว่าปัญหาเล็บขบ มันไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนที่เป็น อันนี้ขอเถียงแบบขาดใจว่าไม่จริง! เพราะอาการเป็น ๆ หาย ๆ เดี๋ยวปวดเดี๋ยวหยุด มันสร้างความทรมานเอามาก ๆ ซึ่งหลายคนมักจะบอกว่าปัญหาสุขภาพเรื่องเล็บขบ มันเป็นเรื่องที่หาทางออก และรักษาให้หายขาดอยาก แต่เอาจริงมันก็มีวิธีการดูแลง่าย ๆ ที่เราสามารถทำได้ด้วยตัวเองอยู่ ซึ่งวันนี้เราได้นำเอาเรื่องราวของ “เล็บขบ” ปัญหาสุขภาพ ที่รักษาหายได้ด้วยตัวเอง มาฝาก ส่วนแนวทางการรักษาเล็บขบด้วยตัวเอง จะต้องทำอย่างไรบ้าง ตามไปดูพร้อมกันได้เลย

เล็บขบ เกิดจากอะไร?

ก่อนจะไปพบกับแนวทางการรักษา หรือการดูแล อันดับแรกเรามาดูกันก่อน ว่าเล็บขบมันเป็นปัญหาอะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร และจากข้อมูลบอกเอาไว้ว่า สาเหตุของเล็บขบที่พบได้บ่อย มักมาจากการตัดเล็บที่สั้นเกินไป ใส่ถุงเท้าที่แน่นจนเกินไป หรือการสวมใส่รองเท้าที่คับเกินไปจนไปกดเล็บเท้า เล็บขบยังมีสาเหตุมาจากการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับนิ้วเท้า เช่น มีสิ่งของที่มีน้ำหนักมากตกใส่เท้า หรือมีเล็บเท้าที่มีรูปร่างโค้งผิดปกติ รวมถึงความบกพร่องทางพันธุกรรม แม้กระทั่งการไม่ดูแลสุขอนามัยของเท้าก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดเล็บขบได้เช่นกัน

1-เนื้อหา

แนวทางการรักษาเล็บขบ

1. แช่เท้าในน้ำเกลือ

แนวทางการรักษา หรือบรรเทาอาการเจ็บ ที่เกิดจากเล็บขบอย่างแรก ให้ลองแช่เท้าในน้ำเกลือดู โดยเกลือถูกนำมาใช้รักษาอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายอย่างแพร่หลาย และกับอาการเล็บขบเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น โดยแค่แช่เท้าในน้ำอุ่นผสมเกลือ 1 ถ้วยตวง นาน 10 นาที เกลือจะช่วยบรรเทาอาการอักเสบ และลดอาการปวดลงได้ แต่หากยังไม่หายปวดดี สามารถแช่เท้าในน้ำอุ่นได้อีก วันละ 4 ครั้งเลยทีเดียว

2. ใช้ใบบัวบก ช่วยลดอาการอีกเสบ

ต่อมาเป็นการใช้ใบบัวบกเข้าช่วย อย่างที่ทราบว่าใบบัวบก ช่วยลดอาการอักเสบได้อย่างดี ซึ่งในกรณีที่เป็นเล็บขบชนิดไม่มีหนอง ไม่ได้เกิดจากสาเหตุที่รุนแรง อาการไม่ได้เป็นมาก สามารถใช้ใบบัวบกล้างสะอาด ตำให้แหลก แล้วทาลงไปบนเล็บขบ ปล่อยให้แห้ง จากนั้นพันด้วยผ้าพันแผลทิ้งไว้ สรรพคุณของใบบัวบกที่มีสารช่วยลดการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ น่าจะช่วยลดอาการอักเสบของเล็บขบได้เช่นกัน

3. ใช้น้ำมันมะกอกช่วย ตอนตัดเล็บ

แนวทางการรักษาอาการเล็บขบแบบสุดท้าย คือใช้น้ำมันมะกอกช่วย ตอนตัดเล็บ อย่างที่ทราบกันดีว่าเล็บขบ คือเล็บที่แข็ง และตัดออกค่อนข้างยาก เราจึงแนะนำให้ทาน้ำมันมะกอกเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนังและเล็บให้ทั่ว แต่หลีกเลี่ยงการทาน้ำมันลงบนเล็บขบโดยตรงนะคะ น้ำมันมะกอกจะช่วยให้หนังหุ้มโคนเล็บนุ่มขึ้น และตัดง่าย ลดอาการบาดเจ็บหรือเล็บเป็นร่อง เป็นสันนูน ซึ่งช่วยให้ตัดเล็บขบได้สะดวกขึ้นแน่นอน

2-เนื้อหา

แนวทางการตัดเล็บขบที่ถูกต้อง

  1. อันดับแรกให้ลองแช่เท้าในน้ำอุ่นผสมเกลือตามที่แนะนำไป รอจนกว่าผิวเนื้อบริเวณที่เป็นเล็บขบจะอ่อนนุ่ม ลดอาการปวด บวม ลง
  2. ให้เน้นการใช้กรรไกรตัดเล็บส่วนเกินที่ไม่ใช่เล็บขบ ส่วนเล็บที่ไม่รู้สึกเจ็บออก เพื่อลดความเสี่ยงการอักเสบ ติดเชื้อ จากเศษผงหรือสิ่งสกปรกที่ค้างอยู่ที่เล็บ
  3. ใช้แอลกอฮอล์ 70% เช็ดเล็บให้สะอาด ก่อนจะลงมือตัดทุกครั้ง
  4. ค่อย ๆ ใช้กรรไกรตัดเล็บเล็มเนื้อที่เป็นเล็บขบ จากด้านข้างเข้ามาทีละนิด แต่ขั้นตอนนี้ไม่จำเป็นต้องตัดเนื้อที่อักเสบออกไปจนหมดค่ะ ตัดเท่าที่ตัดไหว จะได้ไม่ต้องเจ็บมาก
  5. ปั้นสำลีเป็นก้อนเล็ก ๆ คั่นระหว่างนิ้วที่เป็นเล็บขบเพื่อไม่ให้เล็บของแต่ละนิ้วเท้าก­ระทบถึงกันจนอาการเล็บขบกำเริบอีกครั้ง
  6. ให้ใช้ยาแก้อักเสบทาลงไปยังบริเวณที่เป็นเล็บขบ ให้ตัวยาเข้าไปรักษาอาการอักเสบที่หลงเหลืออยู่ หรือหากปวดมากให้กินยาแก้ปวด
  7. พยายามเปลือยเท้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หรืออย่างน้อย ๆ ขณะที่เป็นเล็บขบก็ควรใส่รองเท้าแตะไว้ก่อน อากาศจะได้ถ่ายเทได้สะดวก แล้วอาการเล็บขบก็จะหายเร็วขึ้นด้วย

แนวทางป้องกัน ไม่ให้เกิดเล็บขบ

  1. ทุกคนต้องพยายามรักษาความสะอาด และหมั่นดูแลเท้าอย่างสม่ำเสมอ
  2. เวลาตัดเล็บ ต้องตัดเล็บเท้าไม่ให้สั้นจนเกินไป
  3. พยายามสวมใส่ถุงเท้าและรองเท้าที่สะอาด ไม่อับชื้น
  4. ใช้ครีมบำรุงเข้าช่วย เพื่อบำรุงเท้าให้เนียนนุ่มไม่แข็งกระด้าง
  5. หลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าที่มีหัวแหลมเรียวเกินไป รวมทั้งรองเท้าส้นสูง
  6. อย่าปล่อยให้มือ เท้า เปียกชื้นตลอดเวลา เพราะนั่นคือสาเหตุหลัก ที่ทำให้เล็บขบได้

และทั้งหมดนี้ คือแนวทางการรักษา และดูแลเล็บขบ ไม่ให้เกิดขึ้นกับเราได้ด้วยตัวเอง แต่อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เล็บขบมีหนอง อาจหมายถึงการติดเชื้อที่เล็บ ซึ่งส่วนนี้ท่านควรต้องรักษาอาการติดเชื้อให้หายก่อน แล้วจึงรักษาอาการเล็บขบภายหลัง แต่หากมันลุกลามและเป็นมากขึ้น การเข้าปรึกษาแพทย์น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะการใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อ ควรต้องใช้อย่างถูกต้อง เพื่อลดความเสี่ยงภาวะเชื้อดื้อยาจนอาจอันตรายต่อสุขภาพนั่นเอง มาดูแลตัวเองต่อกับ ผลไม้น้ำตาลน้อย ทานเพื่อสุขภาพรับรองว่าดี

คนรักสัตว์เชิญทางนี้ เรามีเรื่องเกี่ยวกับสัตว์มากมายมาบอกต่อ กับเว็บไซต์ khabay เว็บที่รวมสัตว์ต่าง ๆ ไว้ทั่วโลกมีตั้งแต่สัตว์น่ารัก ไปจนสัตว์ดุร้าย จะน่าสนใจแค่ไหนตามไปดูกันเลย!

แอพพลิเคชั่นช็อปปิ้ง ที่สายช็อปห้ามพลาด

แอพพลิเคชั่นช็อปปิ้ง ที่สายช็อปห้ามพลาด

แอพพลิเคชั่นช็อปปิ้ง ที่สายช็อปห้ามพลาด การช็อปปิ้งเดี๋ยวนี้ต่างจากการช็อปปิ้งสมัยก่อนมาก หากเป็นแต่ก่อนเราจะช็อปปิ้งได้ ก็ต่อเมื่อเราเดินทางออกจากบ้านไปห้างสรรพสินค้า หรือไม่ก็สถานที่ต่าง ๆ ที่มีการเปิดขายแบบจริงจัง แต่เดี๋ยวนี้โลกของเราพัฒนาไปไกล เราไม่จำเป็นต้องเดินทางก็สามารถช็อปปิ้งของที่ต้องการได้ ผ่านแอพพลิเคชั่นที่เชื่อมต่อการช็อปปิ้งเอาไว้ทั่วโลก การช็อปปิ้งผ่านแอพพลิเคชั่นมีข้อดีในเรื่องสะดวกก็จริง แต่ข้อเสียมันอยู่ตรงที่เราไม่ได้เห็นสินค้า แถมยังเสี่ยงที่จะโดนโกงในรูปแบบต่าง ๆ ได้ตลอดเวลา บทความในกลุ่มความรู้รอบวันนี้ chicagolasalle จึงขอแนะนำแอพพลิเคชั่น 7 แบบ ที่จะช่วยให้สายช็อปสามารถช็อปปิ้งได้ที่บ้านแบบสบาย ๆ ส่วนจะมีแอพพลิเคชั่นไหนน่าสนใจบ้าง ตามไปดูพร้อมกันได้เลยค่ะ

7 แอพพลิเคชั่นช็อปปิ้ง

1. Net a porter เน้นช็อปของแบรนด์เนม

แอพพลิเคชั่นที่สายช็อปปิ้งไม่ควรพลาดแบบแรก ขอแนะนำเป็น Net a porter เลยค่ะ แอพพลิเคชั่นนี้จะพาท่านไปพบกับคลั่งแบรนด์เนมที่ใหญ่ที่สุดในโลก แถมยังสามารถช็อปปิ้งได้อย่างอิสระ โดยไม่ผู้กขาดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งเพียงอย่างเดียว สาว ๆ หรือกลุ่มคนที่รักของแบรนด์เนม สามารถช็อปปิ้ง HighBrand ที่เก๋ไม่ซ้ำใครได้ที่นี่ที่เดียว ที่สำคัญบริการส่งยังสามารถส่งได้ถึงกว่า 170 ประเทศอีกด้วย ด้านเรื่องการแพ็กพัสดุ บอกเลยว่ามีการแพ็กพัสดุมาอย่างดี ปลอดภัย และยังมีคอลเซ็นเตอร์บริการลูกค้าหลากหลายภาษา ตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วยค่ะ แต่ขอแจ้งนอดหนึ่งนะคะ ว่าสายแบรนด์เนมทั้งหลาย ยังคงต้องจ่ายภาษีตามที่มีการกำหนดเอาไว้เช่นเดิม

2. Youpik เน้นการช็อปปิ้งแบบได้เงินกลับ

แอพพลิเคชั่นต่อมาที่อยากจะแนะนำ คือแอพพลิเคชั่นที่มีชื่อว่า Youpik เลยค่ะ Youpik ถือเป้นแอพพลิเคชั่นใหม่ของสาว ๆ สายช็อป ที่บอกเลยว่าพลาดไม่ได้เด็ดขาด โดยแอพพลิเคชั่นนี้จะคล้ายกับแอพพลิเคชั่นขายสินค้าออนไลน์ทั่วไป แต่ต่างกันตรงที่ Youpik จะให้ค่าตอบแทน 250 บาท ต่อการสมัคร 1 vip เพียงแค่เราแชร์ของที่อยากซื้อ และเมื่อมีเพื่อนมาซื้อของจากลิงก์ที่แชร์ เราก็ได้รับเงินไปอย่างง่าย ๆ ซึ่งกลยุทธิ์นี้ ทำให้การช็อปปิ้งสนุกมากขึ้นเป็นเท่าตัวเลยค่ะ

เนื้อหา-1

3. ShobShop แอพที่เหมือนมีเพื่อนคอยหิ้วของให้

ShobShop เป็นแอพพลิเคชั่นที่เหมาะกับสายช็อปแนวสำรวจ และขี้สงสัย โดยท่านสามารถาสอบถามข้อมูลต่าง ๆ กับผู้ขายได้โดยตรง เพราะ shobshop จะดูแลในทุก ๆ ขั้นตอนจนกว่าสินค้าจะถูกส่งถึงมือลูกค้า ทำให้เรามั่นใจได้เลยว่าของจะถูกส่งตรงถึงมือเราชัวร์ นี่จึงนับว่าเป็นแอพพลิเคชั่นที่เหมาะสำหรับสาว ๆ สายช็อปทุกคน ที่มีเงินแต่ไม่มีเวลาไปช็อปปิ้งด้วยตัวเองเท่าไหร่

4. Lazada มีทุกอย่างครบครัน

แน่นอนว่าใน 4 แอพพลิเคชั่นที่แนะนำมา Lazada ถือเป็นแอพพลิเคชั่นที่คุ้นหน้าคุ้นตาสาว ๆ มาที่สุด และอาจจะเป็นแอพพลิเคชั่น ที่เปิดใช้งานกันบ่อยที่สุดด้วยก็ว่าได้  Lazada คือเป็นแหล่งช็อปปิ้งออนไลน์ ที่ได้รับความนิยมจากสาวสาวเป็นจำนวนมาก เรียกได้ว่าเป็นคอมมูนิตี้สำหรับสาว ๆ พี่เสพติดการช็อปปิ้งเลยก็ว่าได้ ถ้าพูดถึง Lazada ถือว่าเป็นแอปช็อปปิ้งที่มีแทบทุกอย่างให้เราเลือก ตั้งแต่ของใช้เบ็ดเตล็ด ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ ๆ แต่ทั้งนี้การซื้อสินค้าออนไลน์มีข้อดีและข้อเสีย ฉะนั้น ท่านต้องศึกษาให้ดีก่อนซื้อนะคะ

เนื้อหา-2

5. IKEA Store ช็อปของแต่งบ้านได้ครบครัน

ใครที่กำลังมีแพลนอยากจะแต่งบ้านเพิ่มเติม หรือทำการรีโนเวทห้องนอนใหม่ แต่ยังไม่มีเวลาเดินทางไปช็อป ตามสถานที่ขายเฟอร์นิเจอร์ชั้นนำ เราแนะนำให้ท่านช็อปผ่านแอพพลิเคชั่นที่มีชื่อว่า IKEA Store เลยค่ะ เพราะแอพพลิเคชั่นนี้ เป็นแอพพลิเคชั่นที่รวมเอาของแต่งบ้านทั้งหมดมาไว้ให้ท่านช็อปออนไลน์แบบไม่ต้องเดินทาง ไม่ว่าจะอยากได้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นเล็กหรือใหญ่แค่ไหน IKEA Store ก็พร้อมจัดส่งถึงบ้านท่านทันทีเลยค่ะ

6. Shein สายชิคต้องแอพนี้เท่านั้น

Shein เป็นแอพพลิเคชั่นสุดครบครัน ที่ขายสินค้าแฟชั่นและความงามแทบทุกประเภท โดยแอพพลิเคชั่นนี้จะทำการขายสินค้า ให้เข้ากับเทรนที่กำลังมาในช่วงเวลานั้น ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ หรือไอเทมอื่น ๆ ที่สาว ๆ ขาดไม่ได้ สาว ๆ และสายแฟชั่นทั้งหลาย สามารถช็อปปิ้งผ่านแอพพลิเคชั่นนี้ โดยไม่จำเป้นต้องเดินทางไปยังห้าร้าน ให้เจอทั้งฝุ่นและควัน ตลอดจนอันตรายรูปแบอื่น ๆ ที่จะตามมา

เนื้อหา-3

7. Carnival แอพพลิเคชั่นสำหรับสายสะสม

ปิดท้ายกันที่แอพพลิเคชั่นที่มีชื่อว่า Carnival แอปนี้มารูปแบบของเว็ปไซต์ เหมาะสำหรับคนที่ไม่สะดวกเดินทางมาซื้อสินค้าที่ร้านด้วยตัวเอง หรือไม่ก็มีข้อจำกัดในการเดินทาง อย่างเช่นอยู่ต่างจังหวัด เป็นต้น แอพพลิเคชั่นนี้จะช่วยให้เข้าถึงสินค้าของแบรนด์มากขึ้น ซึ่งแอพพลิเคชั่นนี้เหมาะกับสายช็อปของสะสม ที่มีคอลเลกชั่นพิเศษ หรือไม่ก็เป็นรุ่นลิมิเด็ตเท่านั้น เพราะส่วนใหญ่แล้วจะมีพวกแรร์ไอเทมที่เป็นของสะสมหายาก ส่วนมากจะเป็นแนวสตรีทเท่ ๆ ซึ่งราคาก็สมน้ำสมเนื้อกับความหายาก แต่เรื่องราคาน่าจะไม่ใช่อุปสรรคของกลุ่มคนที่รักของสะสมแน่นอน

ทั้งหมดนี้คือแอพพลิเคชั่นช็อปปิ้งสินค้าออนไลน์ ที่สายช็อปปิ้งทั้งหลายต้องโดน รับรองว่าช็อปสะดวกและปลอดภัยแบบ 100%  หากสาว ๆ คนไหนกำลังมองหาแอพพลิเคชั่นช็อปปิ้ง ที่การันตีเรื่องความปลอดภัยได้ ลองเลือก 1 ใน 7 แอพพลิเคชั่นนี้ไปใช้ได้เลยค่ะ

8 ผลไม้น้ำตาลน้อย ทานเพื่อสุขภาพรับรองว่าดี

8 ผลไม้น้ำตาลน้อย ทานเพื่อสุขภาพรับรองว่าดี

8 ผลไม้น้ำตาลน้อย ทานเพื่อสุขภาพรับรองว่าดี โลกของเรามีผลไม้หลายอย่าง ที่ให้ความอร่อยและประโยชน์ในด้านสุขภาพที่ต่างกันออกไป ผลไม้บางชนิดมีรสหวาน และมีระดับน้ำตาลสูง ซึ่งนั่นอาจจะไม่ดีต่อสุขภาพของผู้บริโภคเท่าไหร่ ในขณะที่ผลไม้บางอย่างมีรสหวาน แต่กลับเป็นผลไม้น้ำตาลน้อยก็มีเช่นกัน บทความเพื่อสุขภาพของ chicagolasalle ในวันนี้ จึงมี 8 ผลไม้น้ำตาลน้อย ทานเพื่อสุขภาพรับรองว่าดี มาแนะนำ ให้คนรักสุขภาพทั้งหลาย เลือกซื้อไปรับประทาน เพื่อให้ได้มาซึ่งสุขภาพที่ดีในระยะยาว

8 ผลไม้น้ำตาลเพื่อสุขภาพ

แก้วมังกร

1. แก้วมังกร

เริ่มกันที่แก้วมังกรเป็นอย่างแรก นี่ถือเป็นไม้รสหวาน ที่มีน้ำตาลน้อย และคนทั่วไปนิยมเอามาทาน เพื่อลดน้ำหนัก หรือทานเพื่อรักษาสุขภาพมากเป็นอันดับต้น ๆ เลยก็ว่าได้ โดยผลไม้ชนิดนี้มีสารอาหารค่อนข้างหลากหลาย และมีสรรพคุณหลายอย่างด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนัก ช่วยลดน้ำตาลและคอเลสเตอรอลในเลือด ส่วนปริมาณน้ำตาลในแก้วมังกรน้ำหนัก 100 กรัม มีน้ำตาลราว ๆ 8.1-9.8 กรัม หรือประมาณ 2-2.4 ช้อนชา โดยแก้วมังกรเนื้อสีแดงจะมีปริมาณน้ำตาลน้อยกว่าเนื้อสีขาว แต่แนะนำให้กินแก้วมังกรไม่เกินครั้งละ 1/4 ผล ต่อวันเท่านั้นนะคะ

แคนตาลูป

2. แคนตาลูป

แคนตาลูป คือผลไม้ที่เรารู้ดีอยู่แล้ว ว่ามันมีรสชาติหวานมาก ๆ ยิ่งทานแบบแช่เย็นฉ่ำ ๆ ยิ่งให้รสชาติที่เลิศเป็นที่สุด แต่ถึงแม้จะมีรสชาติหวาน แต่นี่กลับเป็นผลไม้น้ำตาลน้อย โดยมีสารต้านอนุมูลอิสระค่อนข้างสูง มีสรรพคุณช่วยต้านการอักเสบ ลดความเสื่อมจอประสาทตา โดยเนื้อแคนตาลูปทั้งเนื้อสีเหลืองและสีเขียว น้ำหนัก 100 กรัม หรือประมาณ 4-5 ชิ้นคำ จะมีน้ำตาล 5.8-6.1 กรัม หรือประมาณ 1.5 ช้อนชา

ชมพู่ทับทิมจันทร์

3. ชมพู่ทับทิมจันทร์

ชมพู่จัดเป็นผลไม้ที่มีรสหวาน และมีน้ำในเนื้อค่อนข้างเยอะ ซึ่งมันจะช่วยให้ผู้ทานอยู่ท้อง เหมาะมาก ๆ ที่จะเป็นผลไม้ลดน้ำหนัก โดยชมพู่ชนิดนี้จะมีไลโคปีนค่อนข้างมาก ซึ่งมันจะช่วยในเรื่องการต้านสารอนุมูลอิสระได้ แถมยังมีเนื้อฉ่ำ น้ำเยอะ เพิ่มความสดชื่นให้ร่างกาย และยังช่วยลดไขมันในเลือดได้ ส่วนปริมาณน้ำตาลในชมพู่ทับทิมจันทร์ น้ำหนัก 100 กรัม หรือ 1 ผลกลาง มีน้ำตาล 7.7-7.9 กรัม หรือราว ๆ 1.9-2 ช้อนชา ให้พลังงานประมาณ 53 กิโลแคลอรีเท่านั้นเอง

ชมพู่มะเหมี่ยว

4. ชมพู่มะเหมี่ยว

มาต่อกันที่ ชมพู่มะเหมี่ยว เป็นอีกชมพู่ที่หลายคนชอบรับประทาน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่รักสุขภาพ ชมพู่แบบนี้ถือว่าตอบโจทย์อย่างมาก เพราะเจ้าชมพู่มะเหมี่ยวมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว ชุ่มคอ แก้กระหายได้ดีแถมยังเป็นผลไม้ชนิดนี้มีน้ำตาล 5.8 กรัม หรือ 1.5 ช้อนชา ต่อน้ำหนัก 100 กรัม เท่านั้นเองค่ะ

เชอร์รี่

5. เชอร์รี่

เชอร์รี่ เป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ที่หลายคนชอบทานมาก ๆ และผลไม้ชนิดนี้จะอยู่ในเมนูลดน้ำหนัก อย่างสลัดและอื่น ๆ อยู่เสมอ ซึ่งต้องบอกว่าเชอร์รีในปัจจุบัน ไม่ใช่ผลไม้ที่หากินยากอีกต่อไป เพราะมีขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป เราสามารถรับสารไลโคปีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากผลเชอร์รี วิตามินซี วิตามินเอ แคโรทีนอยด์ และเบต้าแคโรทีน จากเชอร์รีได้ง่าย ๆ และในปริมาณ 100 กรัม หรือประมาณ 12 ผล เชอร์รีมีน้ำตาลอยู่ 7.4-10.7 กรัม หรือ 1.8-2.7 ช้อนชา

แตงโม

6. แตงโม

มาต่อกันที่ แตงโม เป็นผลไม้เนื้อฉ่ำรสหวาน ที่เด็กทานได้ผู้ใหญ่ทานดี เพราะไม่ว่าจะกินกี่ทีก็ชื่นใจ แถมยังหาซื้อได้ง่าย จึงเป็นผลไม้ชนิดโปรดของใครหลายคน โดยเนื้อแตงโม 100 กรัม (ประมาณ 5-7 ชิ้นคำ) มีน้ำตาล 5.3-8 กรัม หรือ 1.3-2 ช้อนชา ซึ่งก็ถือว่าเป็นผลไม้น้ำตาลน้อย ทว่าน้ำตาลในแตงโมเป็นน้ำตาลที่ร่างกายดูดซึมได้ไว แต่ถึงอย่างนั้นผลไม่ชนิดนี้ ก็อาจจะไม่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานเท่าไรนะคะ

แตงไทย

7. แตงไทย

แตงไทย ถ้าเอาไปทำเป็นเมนูของหวาน บอกเลยว่าอร่อยเลิศเป็นที่สุด แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อย ที่ชอบทานผลไม้ชนิดแบบสด ๆ เพื่อดูแลสุขภาพเช่นกัน เพราะหากเรารับประทานสด ๆ แบบไม่ใส่ในขนมหวาน เนื้อแตงไทยน้ำหนัก 100 กรัม หรือประมาณ 10 ชิ้นคำ จะมีน้ำตาล 2.5 กรัม หรือ 0.6 ช้อนชา ซึ่งถือว่าเป็นผลไม้น้ำตาลน้อยที่น่าสนใจเลยทีเดียวค่ะ

ฝรั่ง

8. ฝรั่ง

ความจริงแล้ว ฝรั่ง อาจจะไม่ได้มีรสชาติหวานมากมาย เมื่อเทียบกับผลไม้ชนิดก่อน ๆ ที่นำเสนอมา แต่ก็ยังจัดเป็นผลไม้รสหวานน้ำตาลน้อยเช่นกัน แถมฝรั่งยังเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงปรี๊ดด้วย ซึ่งสรรพคุณจะช่วยแก้ท้องผูก ต้านอนุมูลอิสระ ลดสารพิษในร่างกาย ช่วยดับกลิ่นปาก ลดความเสี่ยงโรคลำไส้อักเสบ และยังจัดเป็นผลไม้ลดน้ำหนัก เพราะให้พลังงานน้อย ส่วนน้ำตาลในเนื้อฝรั่ง 100 กรัม (ไม่เกินครึ่งผล) อยู่ที่ 5.5-6.4 กรัม หรือประมาณ 1.4-1.6 ช้อนชา ซึ่งก็ถือว่ามีน้ำตาลไม่มากเลย

ความจริงแล้วผลไม้น้ำตาลน้อย ที่ทานเพื่อรักษาสุขภาพได้ดี ยังมีอีกมากมาย แต่ที่เรายกตัวอย่างมาทั้ง 8 ชนิด คือผลไม้น้ำตาลน้อยที่เราคัดมาแล้ว ว่ามันมีประโยชน์ หาทานง่ายและราคาจับต้องได้ ฉะนั้น หากท่านกำลังมองหาผลไม้เพื่อสุขภาพอยู่ สามารถเลือกซื้อผลไม้ทั้ง 8 ชนิด มาทำเป็นเมนูต่าง ๆ หรือรับประทานแบบสด ๆ กันได้เลย รับรองว่าทั้งอร่อย ทั้งได้สุขภาพที่ดีแน่ ๆ